เมื่อเผชิญกับปัญหาฟันผุรุนแรง ฟันแตกหักจากอุบัติเหตุ หรือมีอาการปวดบวมจากการติดเชื้อในโพรงประสาทฟัน คำถามที่สร้างความลังเลใจให้คนไข้มากที่สุดคือ สภาพฟันที่เป็นอยู่นี้ยังสามารถเก็บไว้ได้ด้วยการรักษารากฟันและทำครอบฟัน หรือเสียหายหนักจนหมดทางแก้และต้องยอมถอนทิ้งเพื่อเปลี่ยนไปใส่รากฟันเทียม การตัดสินใจทางทันตกรรมในจุดนี้ต้องอาศัยการประเมินโครงสร้างฟันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะการรักษาฟันธรรมชาติไว้ย่อมเป็นทางเลือกแรกเสมอ แต่หากพยายามฝืนเก็บฟันที่สูญเสียโครงสร้างหลักไปแล้ว ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
ผู้ที่กำลังศึกษามุมมองภาพรวมของการเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกนี้ ทั้งในแง่ของผลสัมฤทธิ์และงบประมาณ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รักษารากฟันพร้อมครอบฟัน หรือ ถอนแล้วใส่รากฟันเทียม ทางเลือกไหนคุ้มค่าและเหมาะกับโครงสร้างฟันของคุณมากกว่ากัน
เกณฑ์การประเมินโครงสร้างเนื้อมวลฟันที่เหลืออยู่
ปัจจัยแรกและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาว่าฟันซี่นั้นยังสามารถรักษารากฟันได้หรือไม่ คือ ปริมาณเนื้อมวลฟันแท้ที่เหลืออยู่เหนือขอบเหงือก (Sound Tooth Structure) โดยทันตแพทย์จะพิจารณาจากกฎทางชีวกลศาสตร์ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ปลอกรัด หรือ Ferrule Effect
หากฟันซี่นั้นมีเนื้อมวลฟันแท้เหลืออยู่เหนือขอบเหงือกอย่างน้อยหนึ่งจุดห้าถึงสองมิลลิเมตร มีความหนาของผนังเนื้อมวลฟันไม่น้อยกว่าหนึ่งมิลลิเมตร และมีความยาวรอบวงเพียงพอ ทันตแพทย์จะสามารถทำการรักษารากฟัน ปลูกใส่เดือยฟันเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ และกรอตบแต่งเพื่อทำครอบฟันปกคลุมได้อย่างมั่นคง ครอบฟันจะทำหน้าที่เสมือนปลอกโลหะหรือเซรามิกที่รัดรอบเนื้อมวลฟันแท้ ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวและป้องกันไม่ให้เนื้อฟันส่วนที่เหลือเกิดการแตกหักในอนาคต
ในทางกลับกัน หากฟันผุหรือสูญเสียเนื้อฟันลึกลงไปใต้ขอบเหงือกมากเกินไป จนไม่เหลือเนื้อมวลฟันแท้สำหรับสร้าง Ferrule Effect การฝืนทำครอบฟันไปจะทำให้ตัวครอบฟันหลุดล่อนได้ง่าย หรือเกิดแรงงัดที่ส่งผลให้รากฟันแท้ใต้เหงือกแตกหักในเวลาต่อมา ซึ่งความแตกต่างในมิติของอายุการใช้งานระยะยาวและงบประมาณสะสมของการเก็บฟันกับการปักรากเทียม สามารถศึกษาต่อได้ที่ เปรียบเทียบอายุการใช้งานและค่าใช้จ่ายในระยะ 10 ปี ระหว่างการรักษารากฟันใส่ครอบ กับการถอนทำรากฟันเทียม
|
สภาพฟันและปัจจัยทางกายภาพ |
สภาพที่ยังสามารถ “รักษารากฟัน” ได้ |
สภาพที่จำเป็นต้อง “ถอนฟันเพื่อใส่รากเทียม” |
|---|---|---|
|
ปริมาณเนื้อมวลฟันเหนือขอบเหงือก |
เหลือมากกว่า 1.5 – 2 มิลลิเมตร |
เหลือน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร หรือผุลงใต้เหงือกลึก |
|
ลักษณะการแตกร้าวของตัวฟัน |
ร้าวเฉพาะส่วนตัวฟัน หรือร้าวไม่เกินระดับเหงือก |
ร้าวในแนวดิ่ง (Vertical Root Fracture) ลงถึงราก |
|
สุขภาพกระดูกรอบรากฟัน |
กระดูกละลายเล็กน้อยถึงปานกลาง ฟันไม่โยก |
กระดูกรอบรากฟันละลายรุนแรง ฟันโยกเกรด 3 |
|
สภาพคลองรากฟัน |
คลองรากฟันปกติ หรืออุดตันเพียงเล็กน้อย |
คลองรากฟันอุดตันสมบูรณ์/เครื่องมือหักค้างแก้ไม่ได้ |
สภาพฟันที่ยังรักษารากฟันและใส่ครอบฟันได้
ทันตแพทย์จะแนะนำให้รักษารากฟันพร้อมทำครอบฟันเป็นทางเลือกแรกเมื่อพบสภาพฟันดังต่อไปนี้
- ฟันผุลึกถึงโพรงประสาทฟันแต่ยังมีผนังฟันแข็งแรง: แม้คนไข้จะมีอาการปวดตึงๆ หรือปวดแปลบเมื่อทานของร้อนของเย็น เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่โพรงประสาทฟันแล้ว แต่หากผนังฟันรอบข้างยังคงมีความหนาและแข็งแรง ทันตแพทย์สามารถกำจัดเชื้อในคลองรากฟันและบูรณะด้วยการใส่เดือยร่วมกับการทำครอบฟันได้อย่างปลอดภัย
- ฟันบิ่น แตก หัก จากอุบัติเหตุที่ไม่ลงลึกถึงราก: กรณีที่ฟันได้รับแรงกระแทกจนแตกหัก แต่รอยหักอยู่เฉพาะบริเวณตัวฟันเหนือขอบเหงือก โดยไม่พบรอยแตกร้าวทอดยาวลงไปในแนวดิ่งถึงรากฟันใต้เหงือก
- ฟันที่มีตุ่มหนองที่ปลายรากฟันแต่กระดูกรอบข้างยังแน่น: แม้จะมีอักเสบจนเกิดตุ่มหนองหรือถุงน้ำขนาดเล็กที่ปลายรากฟัน หากเนื้อเยื่อเอ็นยึดรากฟันและกระดูกขากรรไกรส่วนใหญ่ยังยึดเกาะแน่น การรักษารากฟันเพื่อกำจัดแบคทีเรียจะช่วยให้รอยโรคปลายรากหายไปและกระดูกขากรรไกรกลับมาสร้างตัวใหม่ได้ตามธรรมชาติ
การเก็บฟันแท้ในลักษณะนี้ถือเป็นการรักษาโครงสร้างชีววิทยาดั้งเดิมของช่องปากไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งสามารถศึกษากลไกการทำงานของเอ็นยึดรากฟันเพิ่มเติมได้ที่ ข้อดีของการเก็บเนื้อเยื่อเอ็นยึดรากฟัน Periodontal Ligament ตามธรรมชาติ เหตุผลที่หมอฟันแนะนำให้เก็บฟันแท้ไว้ก่อน
สภาพฟันที่เสียหายหนักจนต้องยอมถอนเพื่อทำรากฟันเทียม
ในบางกรณี การพยายามเก็บฟันแท้ไว้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี ทันตแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันซี่นั้นออกเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับปักรากฟันเทียม เมื่อตรวจพบเงื่อนไขดังนี้
- รอยร้าวในแนวดิ่งของรากฟัน (Vertical Root Fracture): หากรากฟันมีรอยแตกร้าวทอดยาวตั้งแต่ส่วนตัวฟันดิ่งลงไปถึงปลายรากใต้เหงือก จะส่งผลให้แบคทีเรียและน้ำลายรั่วซึมเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง รอยร้าวลักษณะนี้ไม่สามารถประสานกลับคืนได้ การรักษารากฟันจะล้มเหลวเสมอ และทำลายกระดูกขากรรไกรโดยรอบอย่างรวดเร็ว
- ภาวะโรคปริทันต์อักเสบรุนแรง (Severe Periodontitis): เมื่อกระดูกขากรรไกรที่ทำหน้าที่ยึดประคองรากฟันละลายตัวไปมากกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้า จนทำให้ฟันโยกคลอนอย่างรุนแรง แม้เนื้อตัวฟันจะสมบูรณ์และรักษารากฟันได้สำเร็จ แต่ฐานกระดูกที่ไม่แข็งแรงจะไม่สามารถรับแรงเคี้ยวได้อีกต่อไป
- ฟันผุลึกลงไปใต้ขอบกระดูกขากรรไกร (Subosseous Caries): หากรอยผุกัดเซาะเนื้อมวลฟันลึกต่ำกว่าระดับกระดูกเบ้าฟัน ทันตแพทย์จะไม่สามารถศัลยกรรมตัดแต่งขอบเหงือกเพื่อหาขอบฟันที่ดีได้ ส่งผลให้ไม่สามารถแยกบริเวณรักษาให้แห้งสะอาดเพื่ออุดปิดหรือทำครอบฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เรื่องของระยะเวลาและจำนวนครั้งในการเข้าพบทันตแพทย์ของทั้งสองวิธีการรักษาก็มีส่วนสำคัญในการนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ สามารถศึกษารายละเอียดเปรียบเทียบได้ที่ สรุปจำนวนครั้งและระยะเวลารวมในการรักษา รักษาราก+ทำครอบฟัน vs ถอน+ปักรากฟันเทียม ใช้เวลาต่างกันอย่างไร
สรุปแนวทางการตัดสินใจร่วมกับทันตแพทย์
การประเมินว่าจะรักษารากฟันหรือถอนเพื่อใส่รากเทียม ไม่สามารถตัดสินได้จากความรู้สึกหรืออาการปวดภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการถ่ายภาพเอกซเรย์สองมิติหรือภาพถ่ายคอมพิวเตอร์สามมิติ (CBCT) เพื่อประเมินความหนาของเนื้อมวลฟัน สภาพคลองรากฟัน และระดับกระดูกขากรรไกรอย่างแม่นยำ หากฟันยังมีเนื้อมวลและรากฟันที่สมบูรณ์ การเก็บฟันแท้ไว้ย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่หากโครงสร้างเสียหายจนล้มเหลวเชิงกลไก การถอนแล้วใส่รากฟันเทียมคือทางออกที่จะช่วยคืนฟังก์ชันการเคี้ยวได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
รับบริการตรวจประเมินสภาพฟันอย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติที่ Dental Image Clinic คลินิกทันตกรรมที่ดูแลโดยทีมทันตแพทย์ด้านการรักษารากฟันและทันตกรรมประดิษฐ์ พร้อมวิเคราะห์เคสอย่างตรงไปตรงมา ช่วยคุณเลือกแผนการรักษาที่ปลอดภัย คุ้มค่า และถนอมสุขภาพช่องปากของคุณในระยะยาวอย่างดีที่สุด
นัดหมาย หรือปรึกษาทันตแพทย์ฟรี

EN