การตัดสินใจทำรากฟันเทียมเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว แต่หนึ่งในคำถามที่สร้างความลังเลใจให้กับคนไข้มากที่สุดคือ “จำเป็นต้องปลูกกระดูกหรือไม่?” เพราะขั้นตอนนี้หมายถึงทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การปลูกกระดูกก่อนทำรากฟันเทียม ไม่ใช่เพียงหัตถการทางเลือก แต่เป็นฐานรากสำคัญที่กำหนดว่ารอยยิ้มใหม่ของคุณจะอยู่รอดได้ถึง 10 ปี หรือจะล้มเหลวภายในไม่กี่ปีแรก บทความนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่าความแตกต่างระหว่างการมีฐานกระดูกที่เพียงพอและไม่เพียงพอนั้น ส่งผลต่ออนาคตของฟันเทียมอย่างไร
ทำไมความหนาของกระดูกถึงเป็น “ตัวตัดเชือก” ความสำเร็จในระยะยาว?
รากฟันเทียมทำงานโดยการเชื่อมประสานเข้ากับกระดูกขากรรไกร (Osseointegration) หากเปรียบรากเทียมเป็นเสาเข็ม กระดูกขากรรไกรก็คือชั้นดินที่ต้องมีความหนาและแข็งแรงพอที่จะยึดเสาเข็มนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง
กรณีที่ต้องปลูกกระดูก (Bone Grafting)
ในคนไข้ที่สูญเสียฟันมานาน กระดูกขากรรไกรมักจะฝ่อตัวลงทั้งความกว้างและความสูง การปลูกกระดูกจะช่วยสร้างปริมาณกระดูกให้เพียงพอที่จะโอบอุ้มรากเทียมได้รอบด้านอย่างน้อย 1.5 – 2 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระยะปลอดภัยที่ช่วยป้องกันการมองเห็นขอบรากเทียมสีเงินโผล่พ้นเหงือกในอนาคต
กรณีที่ไม่ปลูกกระดูกทั้งที่จำเป็น
หากฝืนฝังรากเทียมในบริเวณที่มีกระดูกบางเกินไป รากเทียมอาจยึดติดได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แรงจากการบดเคี้ยวจะทำให้กระดูกที่บางอยู่แล้วละลายตัวเร็วขึ้น นำไปสู่ภาวะเหงือกร่น รากเทียมโยก และเกิดการอักเสบจนต้องถอดออกในที่สุด
เทียบผลลัพธ์ระยะยาว 10 ปี: ปลูกกระดูก vs ไม่ปลูก
เมื่อมองข้ามช็อตไปถึง 10 ปีข้างหน้า ความแตกต่างระหว่างสองทางเลือกนี้จะแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่าน 3 ปัจจัยหลัก
1. ความมั่นคงและการใช้งาน (Functionality)
- ปลูกกระดูก: รากเทียมมีความมั่นคงสูง สามารถรับแรงบดเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็งได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติโดยไม่มีอาการเจ็บ
- ไม่ปลูก: ในระยะ 5-10 ปี อาจพบปัญหาความมั่นคงลดลง คนไข้เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจขณะเคี้ยว หรือมีอาการเสียวแปลบเนื่องจากกระดูกรองรับเริ่มเหลือน้อยลง
2. ความสวยงามของเหงือก (Esthetics)
- ปลูกกระดูก: รักษาระดับขอบเหงือกให้ดูอิ่มและเป็นธรรมชาติ ป้องกันปัญหาเศษอาหารติดซอกฟันได้ดีกว่า
- ไม่ปลูก: มักประสบปัญหาเหงือกร่นจนเห็นขอบโลหะของรากเทียม หรือเกิดช่องว่างสีดำระหว่างฟัน (Black Triangle) เนื่องจากขาดกระดูกพยุงยอดเหงือก
3. อัตราการอยู่รอดของรากเทียม (Survival Rate)
- ปลูกกระดูก: งานวิจัยระบุว่ารากเทียมที่มีการปลูกกระดูกอย่างเหมาะสมมีโอกาสอยู่รอดสูงกว่า 95% เมื่อผ่านไป 10 ปี
- ไม่ปลูก: มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรครากเทียมอักเสบ (Peri-implantitis) ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ต้องสูญเสียรากเทียมก่อนเวลาอันควร
สรุปค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าในการลงทุน
การปลูกกระดูกก่อนทำรากฟันเทียมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามความซับซ้อน
- ปลูกกระดูกทั่วไป (Bone Graft): ประมาณ 8,000 – 30,000 บาท ต่อตำแหน่ง
- กรณีซับซ้อน (Sinus Lift / Block Graft): ประมาณ 30,000 – 45,000 บาท
แม้จะดูเป็นยอดเงินที่สูงขึ้นในตอนแรก แต่เมื่อหารเฉลี่ยกับระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานกว่า 10-20 ปี โดยไม่ต้องเสียค่าซ่อมแซมหรือทำใหม่ การเลือกปลูกกระดูกจึงเป็นการลงทุนที่ “เจ็บแต่จบ” และคุ้มค่าที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์และสุขภาพ
Dental Image Clinic วางแผนรากฟันเทียมแม่นยำเพื่ออนาคต 10 ปีข้างหน้า
ที่ Dental Image Clinic เราไม่เพียงแต่มองเห็นฟันที่สวยงามในวันนี้ แต่เราให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรากเทียมในอีก 10 ปีข้างหน้า ทีมทันตแพทย์เฉพาะทางของเราจะประเมินสภาพกระดูกอย่างละเอียดด้วยเทคโนโลยี CT Scan 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการปลูกกระดูกอย่างโปร่งใส เราคัดสรรวัสดุปลูกกระดูกมาตรฐานสูงและระบบรากฟันเทียมระดับโลกอย่าง Straumann, Neodent และ Osstem เพื่อมอบผลลัพธ์ที่แข็งแรง สวยงาม และคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ
นัดหมาย หรือปรึกษาทันตแพทย์ฟรี

EN